2012/02 สัมภาษณ์ จิน อาคานิชิ จากแมกกาซีน Rolling Stone Japan

2012/02 สัมภาษณ์ จิน อาคานิชิ จากแมกกาซีน Rolling Stone Japan

Thank you for English Translate by http://annatanhe.liv….com/52974.html

ผ่านทางชาแนลของ จิน อาคานิชิ ทั้ง Facebook Youtube และ Twitter สามารถบอกเราได้ว่าปีที่แล้ว ที่ลอส เองเจิลลีส เขาได้ทำอะไรไปบ้าง การแลกเปลี่ยนไอเดีย และปรึกษาหารือกับซาวนด์เอนจิเนียอยู่ที่หน้าเครื่องมิกซ์เสียง การบันทึกเสียงร้อง การแสดงออก  รวมทั้งการปฏิบัติตัว อย่างเป็นธรรมชาติในระหว่างการสื่อสารกับบรรดาสต๊าฟ ความเป็นศิลปิน ได้แสดงออกมาให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ (ในตัวจิน)

ในความเป็นจริง ญี่ปุ่นสามารถผลิตคนให้เป็นนักเอนเตอร์เทนได้ และนี่ไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังรอคอยอยู่งั้นหรือ ? อัลบั้มของเขา “Japonicana” ก็จะวางขายเร็วๆนี้ด้วย

เมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย (ผู้เขียน) มีโอกาสได้ฟังเพลงจากอัลบั้มไปแล้ว 4 เพลง และได้พูดคุยกับจินเกี่ยวกับเพลงเหล่านั้น

จากที่ได้ฟังทั้งหมด 4 เพลง Like you ดูจะเป็นเพลงที่สดใสที่สุด นี่เป็นครั้งแรกเลยใช่ไหมสำหรับเพลงแนวนี้
ผสมความเป็น R&B นะ อย่างที่บอกว่าคอนเซปต์อัลบั้มเป็น R&B ผมอยากจะผสมผสานเพลงหลายๆแนว ตั้งใจให้มีเพลงที่จังหวะช้าหน่อยด้วย

ในเนื้อร้องมีเพลง Billie Jean ของไมเคิล แจคสัน อยู่ด้วย
ที่จริงเพลงนี้เป็นเพลงรักเลยนะ เนื้อหาของเพลงที่ผมพยายามจะสื่อออกไปก็คือ ไม่ว่าคนรอบๆตัวจะพูดอะไรมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเรา ขอแค่เราตั้งใจจดจ่อที่จะพาความรักของให้เรางอกงามขึ้นไป แค่นั้นก็พอแล้ว

เสียงเอื้อนของคุณในเพลงนี้ออกมาหวานบาดลึกมากนะ
โปรดิวซ์โดย Stereotypes ครับ แต่วันที่ผมไปอัดเสียงพวกเขาไม่อยู่ที่สตูดิโอนะ ตลอดเวลาที่ลงเสียงได้เจอแค่ vocal engineer  สำหรับเพลงนี้ vocal engineer ลงรายละเอียดให้และบอกว่าไม่ให้ใช้ accent แบบปกติ ให้ลองทำแบบอื่นดู  สำหรับอัลบั้มนี้ค่อนข้างจะใส่ใจกับเรื่องของการออก Accent มากเลยครับ มีเพลงที่ทำเสร็จแล้ว ซึ่งเป็นแนวลาตินแดนซ์แต่ผมร้องในแบบ accent แบบจาไมก้า
ส่วน Set love Free ก็เป็นอีกเพลงที่ร้องเน้น accent คนอเมริกันที่ฟังยังบอกเลยว่าไม่ค่อยจะเป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกันเท่าไหร่  ส่วน Sun Burns Down ไม่ได้มี accent พิเศษอะไรครับ

Set love Free กับ Sun Burns Down ก็เป็นเพลงใหม่นะ แล้วเพลงอื่นๆในอัลบั้มล่ะตั้งใจเป็นพิเศษสำหรับการออก accent ในภาษาอังกฤษด้วยหรือเปล่า
accent ในภาษาญี่ปุ่นกับในภาษาอังกฤษแตกต่างกันใช่ไหม อย่างสมมุติร้องเพลงสำเนียงคันไซ  ก็อาจไม่ต้องตั้งใจให้แตกต่างมากนัก แต่สำหรับภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาของโลกนี้ มีหลายสำเนียงมากมายแตกต่างกันออกไป เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงลองเปลี่ยนเป็นสำเนียงจาไมก้าดู ซึ่งก็ออกมาไม่เลวนะ ผมพอใจมากทีเดียว (หัวเราะ)

คิดถึงการออกเสียงอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นบ้างรึเปล่า
ไม่เลยครับ ถ้าฟังเพลงของผม คิดว่าจะไม่รู้สึกถึงสำเนียงญี่ปุ่นเลยนะ ผมลองหาสำเนียงอังกฤษแบบญี่ปุ่นแล้วแต่ก็ไม่เจอ อีกอย่างถ้ามาตั้งใจกับเรื่องนี้มากไป ก็คงไม่สามารถสื่อเนื้อหาในเพลงของผมออกไปได้ มันถึงเป็นเรื่องยากที่จะแสดงความเป็นตัวตนของเพลงในตอนนี้

หรือว่าตั้งใจไม่ให้รู้สึกถึงความเป็นญี่ปุ่น
ไม่ได้คิดอะไรมากแบบนั้นครับ

แสดงว่าโฟกัสไปที่การทำเพลงอย่างเดียว
ประมาณนั้นครับ รวบรวมอิมเมจที่ผมรู้สึกจากตัวเพลงอะไรแบบนี้

เวลาแบบไหนที่คุณจะลงมือแต่งเพลง
ตอนอยู่บ้าน แล้วก็คิดว่า เอาล่ะ ทำเพลงดีกว่า

ตอนกลางคืนเหรอ
ก็มีหลายเพลงเลยครับที่แต่งตอนกลางคืน

เพลงใหม่อย่าง California Rock เป็นแดนซ์แรงๆ เลยนะ
ตอนแรก เพลงนี้จะเป็นจังหวะธรรมดา แต่ผมเพิ่มจังหวะเข้าไป ผมเขียนเองทั้งเนื้อร้องและเมโลดี้ เหมือนเพลงแนว dubstep
แต่ผมอยากให้มันออกมาดูป๊อปหน่อย ก็เลยดัดแปลงในส่วนของเสียงร้องเอา

พูดถึง dubstep เป็นแนวที่ได้โชว์ไลน์ของเบสเลยนะ
ตอนแรกผมอยากให้เมโลดี้เด่นกว่าจังหวะ แต่พอคิดดูแล้วคงจะร้องไม่ได้ เลยเลือกให้เพลงนี้ออกมาแรงขึ้นและไม่ไปยุ่งกับการร้องดีกว่า แล้วก็ซ้ำท่อนฮุกเอา จากนั้นมันก็กลายมาเป็นท่อนหลักของเพลง  อ่าา นี่ก็คือวิธีที่มันมักจะอยู่ในหัวของผมเสมอเวลาที่คิดพิจารณาว่าจะทำเพลงไหนออกมายังไง

พูดถึงเรื่องอัลบั้มนี้ มีทั้งหมดกี่เพลงเหรอ
ตอนนี้ก็ประมาณ 8-10 เพลง คิดว่าจะใส่เพลงจากทัวร์อเมริกาปีก่อนลงไปอีกสักเพลงสองเพลงด้วย
นอกจากนี้ก็มีเพลงที่เพิ่งเขียนหลังจากที่ผมไปอยู่ที่อเมริกา

จากที่เราคุยกันเรื่องการมิกซ์เพลงในอัลบั้มมา แสดงว่าพื้นฐานแล้วเรียกว่าอัลบั้มนี้เป็นแนวแดนซ์ถูกต้องไหม
เพลงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างบรรยากาศแม้กระทั่งตอนที่เล่นในคลับ ผมอยากบอกแบบนี้

เข้าใจล่ะ พูดถึงเรื่องแนวเพลง มีโปรดิวเซอร์หรือศิลปินคนไหนที่เจ๋งสำหรับคุณ
Dr. Dre ครับสุดยอดมาก แล้วก็ Dr. Luke , Stereotypes ด้วย แล้วก็ Young Money ผมชอบเนื้อเพลงของ Lil Wayne

David Guetta ล่ะ
อืมมมมม ถ้าต้องเลือก ผมคงชอบเพลงจากฝั่ง West อย่าง 2Pac มากกว่า

ถ้านี่เป็นเป้าหมายของคุณ คงจะดีใจมากๆ ที่ได้รับโอกาสให้ไปบันทึกเสียงที่ลอสแองเจิลลีส
ใช่เลย ถ้ามาคิดตอนนี้อ่ะนะ แต่ตอนที่ยุ่งๆกับการทำเพลงอยู่เนี่ย ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย

ได้ไปดูคอนเสิร์ตบ้างไหม
ไม่มี ได้ไปดูแค่คอนของ Kanye West ตั้งแต่ช่วงทัวร์อเมริกาที่นิวยอร์คครั้งก่อน แต่นั่นก็เพราะ Lyor Cohen (Chairman and CEO of Recorded Music for WMG) เชิญให้ไป
มีแค่ 200 คน ที่ได้เข้าร่วมงานเป็นปาร์ตี้พิเศษ NIcki ไปเป็นแขกรับเชิญด้วยนะ ผมตื่นเต้นกับการแสดงของ Nicki มากกว่า Kanye ซะอีก (หัวเราะ)

ในปี 2011 ก็ถ่ายหนังด้วย แล้วก็ถือว่าเป็นปีแห่งการทำเพลงของคุณ การไปอยู่ที่แอลเอในฐานะคนต่างชาติ ทำให้รู้สึกเติบโตหรือพัฒนาในด้านไหนบ้างไหม
ครับ เทียบกับในอดีตแล้ว ขีดจำกัดของการทำเพลงของผมมันขยายออกไป ได้พบผู้คนมากมาย ได้ร่วมทำเพลงด้วยกัน
อย่างเช่นมีนักร้องแคนาดาคนหนึ่ง ก็เสนองานเข้ามาครับ ประสบการณ์แบบนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจ

ค่อยๆ ได้เพิ่มคนรู้จักสินะ
พูดถึงเรื่องนี้ ผมเคยโดนเข้าใจผิดว่าเป็นแดนเซอร์ด้วยนะ ตอนนั้นซ้อมอยู่ในสตูดิโอคนเดียว เหมือนที่คนได้งานเค้าทำกัน
แล้วก็มีนักร้องผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้สตูห้องข้างๆ เธอคุยกับคนอืนอยู่ว่า “นี่มีคนญี่ปุ่นที่เต้นเก่งๆ อยู่ด้วยนะ เขาอยู่เอเจนซี่ไหนหรอ?”
พอผมบอกว่า ” ผมเป็นนักร้องด้วยนะ” เธอก็แบบ เอ๋ ?? (หัวเราะ) จากนั้นเราก็แลกเพลงกันฟัง
แล้วก็อย่างตอนไปสตูดิโอ Stereotypes ก็ได้เจอ Ne-yo, Justin Bieber, Sean Kingston ที่นั่นด้วยครับ

ได้อยู่ในแอลเอนานๆ มันแตกต่างกับการกลับมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วก็ไปอยู่ในแอลเอแค่เดือนเดียวใช่ไหม
ใช่ครับ อย่างเพลง “California Rock” ที่ได้ Prophet มาแรพให้ ผมกับเค้าได้เจอกันนอกเวลางาน เขียนเพลงด้วยกัน แล้วก็เลยขอให้เค้ามาร้องแรพในเพลงของผม
มีอะไรๆมากมายที่เกิดขึ้นหลังจากการสนทนาในชีวิตประจำวันธรรมดาและการออกไปทำอะไรสนุกๆ ร่วมกันนะ

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s